ข่าวเด่นประเด็นร้อนในตลาดการเงินของประเทศไทยช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ที่ทยอยเกิดขึ้นตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ NMG (17 พ.ย. 59) / KC Property (15 ธ.ค. 59) / IFEC (23 ธ.ค. 59) / EFORL (12 ม.ค. 60) ล่าสุดคือ RICH (13 ม.ค. 60) และดูเหมือนว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อตลาดตราสารหนี้ จนเริ่มกลายเป็นความตื่นตระหนกในหมู่ของผู้ลงทุน ผู้เขียน ในฐานะที่คลุกคลีกับตลาดตราสารหนี้ไทยโดยเฉพาะตลาดตั๋วบีอีมาตั้งแต่ต้น จึงอยากเสนอมุมมองและข้อเท็จจริง (Fact) ของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่กำลังลงทุนในตั๋วบีอี หรือถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่อในตั๋วบีอี รวมถึงบุคคลและนักลงทุนทั่วไป มีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากขึ้น
ทางเลือกทดแทนสำหรับคนที่ต้องการสภาพคล่องใกล้เคียงเงินฝากออมทรัพย์สำหรับนักลงทุนรายย่อย และมือใหม่นักลงทุน ก็คือ กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund : MMF) ซึ่งใครๆก็ลงทุนได้ครับ
ตราสารหนี้หรือหุ้นกู้รายตัว หรือ กองทุนตราสารหนี้ บางประเภทมีการเสนอผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจมาก เช่น ผลตอบแทนในระดับ 6-7% ขึ้นไป แต่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
นักลงทุนหลายรายมักเข้าใจผิดว่าการได้รับการเสนอขายหุ้นกู้หรือตราสารหนี้เดี่ยวๆ หลายตัว มักจะดูมีความพิเศษ
นักลงทุนหลายท่าน โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่ได้มีการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้รายตัว มักจะติดภาพว่าหุ้นกู้เหล่านั้นมีการจ่ายดอกเบี้ยให้ขาเดียว การถือครองหุ้นกู้ จะไม่เผชิญภาวะการขาดทุนจากราคาเหมือนกองทุนตราสารหนี้ ทำให้คิดว่าการลงทุนในหุ้นกู้รายตัวจะดีกว่าการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เสมอ ซึ่งไม่จริง เนื่องจากว่าการที่นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นกู้หรือตราสารหนี้เดี่ยวๆ ไม่เห็นการขาดทุนจากการ Mark to Market ราคาหุ้นกู้รายตัว ไม่ได้แปลว่า เขาจะไม่ขาดทุน แค่ว่าเขาไม่ได้ขาดทุนจากการนำราคาไป Mark to Market เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าจะดูกันอย่างเป็นธรรมแล้ว เราควรนำราคาหุ้นกู้รายตัวเหล่านั้นไป Mark to Market ในตลาดรองตราสารหนี้ ที่มีการซื้อขายหุ้นกู้รายตัวกัน ถ้าทำด้วยวิธีดังกล่าว นักลงทุนก็จะเห็นราคาหุ้นกู้รายตัวที่ตัวเองถือลงทุนอยู่มีการผันผวนของราคา ขึ้นหรือลง ไม่แพ้ราคาของมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารหนี้เช่นกัน ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าตราสารหนี้เดี่ยวๆก็ขาดทุนได้ไม่ต่างจากกองทุนตราสารหนี้ หรืออาจเห็นการขาดทุนที่มากกว่าก็ได้ในบางเวลาที่มีการ Mark to Market
นักลงทุนหลายท่านมักมีความเข้าใจผิดๆ ว่า กองทุนตราสารหนี้ลงทุนแล้วคล้ายเงินฝาก ไม่ขาดทุน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กองทุนตราสารหนี้มีความแตกต่างจากการฝากเงิน มีโอกาสขาดทุนได้จากหลายสาเหตุ เช่น การผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนจากการ Mark to Market หรือการตีมูลค่าตราสารหนี้ในกองทุนตามมูลค่าตลาด หรือ ตราสารหนี้ในกองทุนอาจมีการผิดนัดชำระ (Default) ซึ่งอาจทำให้ตราสารหนี้ หรือ กองทุนตราสารหนี้ ขาดทุนได้
สร้างความฮือฮาตื่นเต้นในวงการการเงินการธนาคาร เมื่อเหล่าธนาคารยักษ์ใหญ่ต่างประกาศ “ฟรีค่าธรรมเนียม” ในช่วงเวลาพร้อม ๆ กัน นับเป็นศึกชิงลูกค้ายุค 4.0 และกระตุ้นการใช้บริการช่องทางดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
กองทุนที่มีผลประกอบการในรอบปีที่ผ่านมาสูงถึง 95% คิดเป็นค่าเฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนที่ 8.86% ต่อปี โดยมีนโยบายในการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ
กองทุนที่มีผลประกอบการในรอบปีที่ผ่านมาสูงถึง 53% คิดเป็นค่าเฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนที่ 20.95% ต่อปี
กองทุนที่มีผลประกอบการในรอบปีที่ผ่านมาสูงถึง 46% คิดเป็นค่าเฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนที่ 12.37% ต่อปี เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน